ทีมภาพยนตร์ Impact Ministry ตัดสินใจลุยขึ้นภูกระดึงตามกำหนดการ แม้รู้ว่ามีพายุเขามาทางอีสาน ที่ชื่อ “กิสนา” จะเข้ามาไทยวันที่1ตุลาคมพอดีกับวันที่เราเดินทางขึ้นภูกระดึง และเป็นวันที่ภูกระดึงเปิดวันแรกอีกด้วย นับเป็นทริป การขึ้นภูกระดึงที่โหดร้ายที่สุด ทริปหนึ่งของผมเลยแม้ว่าจะเคยขึ้นมาแล้ว สิบกว่ารอบ ทั้งทากที่เยอะเป็นพิเศษ ถนนที่เต็มไปด้วยโคลน หมอกที่หนาจนมองไม่เห็น และฝนที่ตกตลอดทั้งวัน
เราเดินทางกันออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่บ่ายวันที่ 30 กันยายน เพื่อจะมาให้ทันวันเปิดภูกระดึงวันแรก ด้วยว่ากำหนดการค่อนข้างจำเป็นที่เราจะต้องมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อเก็บภาพ และถ่ายทำหนังสั้นเรื่องหนึ่ง ที่มีเนื้อหาถึงภูกระดึง เป็นโครงการหนังสั้นเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จย่า
แน่นอนว่าภูกระดึงค่อนข้างเป็นสถานที่ ที่ไม่มีที่ไหนจะมาแทนได้ในเมืองไทย ความจำเป็นที่จะต้องขึ้นภูกระดึงจึงเกิดขึ้น และด้วยเวลาในการนัดหมาย การส่งงาน กระชั้นเข้ามา กำหนดกาจึงออกมาเป็นวันที่ 1-3 ตุลาคม เปิดภูกระดึงวันแรก พวกเราก็ขึ้นเลย
ที่ตีนภูฯมีพิธี เปิดที่ยิ่งใหญ่คึกคักมาก และปีนี้เปลี่ยนหัวหน้าอุทยานฯคนใหม่ด้วย บรรยากาศเลยคึกคักเป็นพิเศษ เราแวะกินข้าวเช้ากันก่อนที่ตีนภูนี้แหละครับ ก่อนที่จะเดินทางขึ้นเขา จัดแจงสัมภาระทั้งหมด ห่อถุงพลาสติกที่เราหาซื้อได้จากร้านค้าที่เรากินข้าว มาห่อกันฝนก่อนที่จะเอาไปชั่งน้ำหนัก ให้ลูกหาบแบก ขึ้นเขา
ครั้งนี้เราวางแผนที่จะถ่ายทำหนังสั้นไปด้วย โดยมี น้าหมู ดารารับเชิญมาช่วยแสดงบทพ่อให้กับพวกเรา เราตัดสินใจจ้างลูกหาบแบกน้าหมูขึ้นเขา แทนการเดินขึ้น เพราะเกรงว่าด้วยอายุและกำลังน้าหมูคงไม่ไหวแน่ ยิ่งถ้าวันกลับจะไปกระทบกระเทือนงานอื่นๆของน้าต่อไปได้ ถ้าน้าหมูขาเจ็บขึ้นมา
อุปสรรคที่เราเผชิญสิ่งแรกคือฝนที่ตกลงมาทั้งวัน ไม่เว้นช่วงกันเลย แต่เราก็จำเป็นต้องขึ้นเขากันแล้วล่ะ เพราะมีกำหนดถ่ายทำกันนิดหน่อยที่ ซำแฮก ระยะทางกิโลกว่าๆ ที่เดินขึ้นเขามา กว่าจะถึงซำแอก ทำให้เราหลายคนเริ่มรู้ว่า มันลำบากว่าที่คิด รองเท้าเราลื่นมาก แม้ว่าจะเป็นรองเท้าที่เราคิดว่าดีแล้ว แต่ด้วยฝนที่ตกต่อเนื่องทั้งวัน กับสถาพดินโคลนที่เละ ตะไคร้ที่เกาะตามหินก็ลื่นมากจนรองเท้าที่ใส่เอาไม่อยู่ แต่เราก็มาถึงซำแฮกจนได้ เราแวะถ่ายทำกันช่วงหนึ่งก่อนเดินทางต่อ ชิงจังหวะตอนฝนตกเบาๆ เพียงไม่กี่หน้าที ทำงานกันกลางสายฝน
ฉากหลักๆที่เราเซ็ทไว้เพื่อถ่ายทำ จะอยู่ตลอดทางเดินขึ้นเขา นั้นคืออีกความลำบากหนึ่งที่ต้องถ่ายไปด้วยขึ้นเขาไปด้วย ...และเราก็มั่นใจได้เลยว่าลูกหาบสัมภาระของเราคงรอเราจนเมื่อยแน่นอน กว่าเราจะมาถึงที่พัก
เมื่อเสร็จจากการพักถ่ายทำกันที่ซำแฮกเราก็เดินทางต่อ ไปจนถึงซำกอซาง เราทุกคนก็ต้องซื้อรองเท้าใหม่กันจนได้ เป็นรองเท้าแบบเดียวกับที่ลูกหาบใช้ มีชื่อเล่นๆว่า “สตั๊ดภูเขา” เป็นรองเท้ายาง พื้นเป็นปุ่มยางขนาดใหญ่ การได้เปลี่ยนรองเท้า เป็นสตั๊ดภูเขาทำให้การเดินทางของพวกเราคล่องขึ้นมาก จากจุดที่ไม่มั่นใจว่าจะเหยียบได้ เราก็มั่นใจขึ้นมาก ไม่ลื่นมาก เกาะพื้นดีมากๆ ด้วยราคาคู่ล่ะ 80 บาทเท่านั้นเอง ...รองเท้าคู่ที่ใส่มาพวกเราก็ฝากๆไว้ที่ซำกอซางนี้แหละ วันกลับลงเขาค่อยมาเอา
ไม้เท้าอีกสักอันก็ทำให้ขึ้นเขาได้ง่ายขึ้น ช่วยได้มาในการทรงตัว ยิ่งที่ชันๆลื่นๆ
แต่หนทางข้างหน้า ฝนยังตกไม่หยุด และเท่าที่รู้ จากจุดซำกกโดนขึ้นไป เราจะต้องเลี้ยวเขาทางใหม่ที่ปลอดภัยกว่า เนื่องจากว่าทางอุทยานฯ ไม่อนุญาติให้ขึ้นทางเดิมที่มีอยู่ เพราะเกรงอันตรายเรื่องหินถล่ม จึงมีโอกาสได้เดินทางใหม่ขึ้นเขา ต้องช่วงบริเวณที่เรียกว่า “ด่านช้าง” ตรงจุดนี้ ซำแคร่ ก็ย้ายจากจุดเดิมลงมาบริเวณ ด่านช้างนี้ด้วยครับ เพราะฉะนั้นซำอยู่ครบ พวกเราก็เติมพลังด้วยการกินไอติมที่ซำแคร่ก่อนขึ้นเขากันต่อ ...โดยตัดสินใจที่จะไม่ถ่ายต่อแล้ว เนื่องจากฝนที่ตกไม่หยุด และเวลาที่เกรงว่าจะมืดก่อนที่จะไปถึงที่พักด้านบนภู

เหนื่อยและลำบากกันตลอดทาง แต่ธรรมชาตในเส้นทางใหม่ก็แปลกตา และสวยมาก เราเดินผ่านจุดที่เหมือนน้ำตกหลายจุดเลย และป่าก็ชุ่มฉำ เขียวขจีสวยงามมากจริงๆ แต่ตอนนี้จะให้มั่วชื่นชมความงามคงยากหน่อย เพราะจากด่านช้างมา ทางขึ้นเขาค่อนข้างลำบากและชันมากด้วย ที่สำคัญ น้าหมูนักแสดงรับเชิญของเราก็ต้องลงจากสะเหรี่ยง มาเดินขึ้นเขา ทำเอาพวกเราเป็นห่วงกันไปด้วย เพราะพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะลำบากขนาดที่หามสเหรี่ยงต่อไมได้
จะคว้ากล้องออกมาถ่ายก็ลำบากเพราะฝนตกตลอดทาง ยังไม่หยุดเลยตั้งแต่มาถึงจังหวัดเลย
พอขึ้นไปถึงหลังแปได้ก็ใกล้มืดแล้ว ตามที่คาดมาถึงกลุ่มสุดท้าย มืดพอดี พอมาถึงบ้านพักที่จองไว้ ก็ต้องพบกับอีกอุปสรรคหนึ่งที่ ทำเอาหวาดพวาตลอดทริป คือ "ทาก" นั้นเอง ที่แต่ล่ะคนโดนดูด โดนเกาะกันคนล่ะหลายตัว แม้แต่พวกพี่ลูกหาบยังต้องขอที่หลบทาก ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ กว่าพวกเราจะเก็บของกันเรียบร้อย ก็นานเลยเพราะต้องกำจัดทากที่เกาะมาให้หมด
ผมเองก็โดนกัดตรงง่ามขาพอดี มารู้ตัวอีกที่ เลือดก็อาบกางเกง ตรงเป้ากางเกงพอดี
เจ้าทากนี้แหละกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ตัวสำคัยของทีมงาน ที่ขึ้นไปถ่ายทำด้วย เราก็ใช้ทุกวิธีทาง เพื่อป้องกันมัน ทั้งใช้ถุงกันทาก มี2ขนาดที่ขายกันบนภู แบบรัดที่หัวเขา กับแบบที่ยาวไปจนถึงน่องขาเลยก็มี ราคา 60-80 บาท ใช้ปูนขาวโรยรอบบ้าน แล้วก็ใช้เกลือที่พกโรยใส่มัน ไว้เพื่อหยิบมันออกง่ายๆ พ้นสเปร่ย์ตะไคร้ ที่ขาทุกครั้ง ก็พอช่วยได้ เพื่อนบางคนเอา เทปรัดถุงกันทางไว้ที่ขาเลย ...ผมว่าปีนี้มันเยอะมาก เยอะกว่าทุกๆครั้งที่ผมเคยเจอมาตลอด
เราเช่าเต็นท์อุทยานฯ ไว้ด้วย2เต็นท์ อุทยานฯก็ไปกางในห้องประชุมให้ เพราะกลางแจ้ง (สนามหญ้า) คงนอนไม่ได้ ฝนตกตลอดทั้งวันทั้งคืน ทากก็เยอะอีก ก็เข้ามากางในห้องประชุมหลายเต็นท์อยู่ครับ วันเปิดภูมีคนขึ้นภูมาพอสมควร แต่ไม่ถึงร้อยคน ถ้าจำไม่ผิดก็ 47 คน
บรรยากาศบนภูเต็มไปด้วยหมอกครับ ห่างกัน 10เมตรนี้หายไปแล้วมองไม่เห็นกันแล้ว ถ้าก้มผูกเชือกรองเท้าแป๊ปเดียว รับรองเงยหน้ามาเพื่อนหายหมด
น้ำตกเข้าไม่ได้อันตราย 2อย่างคือ น้ำที่เยอะมากจนน่ากลัว และทากที่เยอะมากจนไม่อาจรับไหว ทางอุทยานฯ เลยไม่อนุญาติให้เขาไปเที่ยวในเส้นทางน้ำตก ก็เหลือเส้นทางหน้าผาที่ไปได้ ก็ต้องระวังลื่น วันที่สองของการเปิดภูมีคณะหนึ่งไปผาหล่มสัก ส่วนผมก็อยู่ที่ร้านอาหารทำกิจกรรมกินเป็นส่วนใหญ่ เพราะทำอะไรไม่ได้มาก
เขากลับมาเล่าให้ฟังว่า ได้เห็นแดดออกที่ผาหล่มสัก2นาที นั้นคงเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่พวกผมได้เห็นแสงสว่างมาถึงแคมป์ 2นาที เหมือนกัน แล้วคนที่บนภูก็ได้เฮ!พร้อมกัน ดีใจกันมาก จากที่มีหมอกปกคุลมทั้งวัน และฝนที่ตกไม่หยุด
พวกเราส่วนหนึ่งก็ออกไปถ่ายทำกันกลางสายฝน กลับมาด้วยสภาพมอมแมมมากๆ วันนี้ยังได้เล่นกับกวาง ชื่อเจ้าป๊อกกี้ ด้วยล่ะ มันมาหาอะไรกินที่ร้านค้า หากินกับนักท่องเที่ยว มันชอบกินขนมปังปิ้ง ที่นักท่องเที่ยวยื่นให้ ได้เห็นหมานัยมาที่แคมป์ด้วย แต่เจ้าป๊อกกี้มาบ่อยสุด มันจำได้ด้วยว่าใครเคยให้มันกิน มันก็กลับมาขออีก พอฝนตกหนักมันก็วิ่งไป พอฝนซาหน่อยมันก็กลับมา
สำหรับวันที่สาม คือวันที่พวกเราต้องลงเขาตามกำหนดการ วันนี้ดีหน่อย ถึงจะไม่มีแดด แต่ก็ไม่มีฝน แต่หมอกก็ยังหนามากๆ มีบางจังหวะที่มันจะจางลงไปบ้าง วันนี้เราจะต้องถ่ายทำกันทีหลังแป และอีกจุดที่ซำกกโดน นับว่า เป็นวันดี ถ่ายได้ครบสมบูรณ์ในวันสุดถ่ายพอดี แต่ก็ทำให้พวกเราลงเขากันมาเป็นกลุ่มสุดท้ายอีกเหมือนเดิม มาถึงเขามืดพอดี ประมาณ 6โมง15นาทีได้ ถ้ามืดกว่านี้ คงต้องเดินแตะก้อนหินในความมืดแน่ ...อย่าลงเขาหลังบ่าย 2ครับ เพราะคุณอาจจะมืดกลางทางอันตราย (เป็นกฏของอุทยานฯอยู่แล้ว ที่จะไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นหรือลงเขาหลังบ่าย2 )
สนุกมากครับกับการพจญภัย ฝ่าพายุ ลุยโคลน ดงทาก ถ่ายหนังสั้นกันที่ภูกระดึง ถ้าหนังเสร็จแล้วจะเอามาให้ดูกันนะครับ ใครไปภูกระดึงช่วงหน้าฝน จะได้พจญภัยและกลายเป็นสถานที่ในดวงใจ ที่ยากจะลืมแน่นอน ...พวกเราไม่มีทางลืมทริปนี้