พาไปเที่ยวเอธิโอเปียกันบ้างครับ หลายคนได้ยินชื่อแล้วคงไม่เคยคิดจะไปเที่ยว แต่ถ้าได้เห็น โบสถ์ศิลาแห่งลาไลเบลา แล้วล่ะก็อาจเปลี่ยนใจเหมือนผม เห็นแล้วแทบไม่อยากเชื่อว่า ความศรัทธาของคนเอธิโอเปีย ในศตวรรษที่13 ทำได้ขนาดนี้ และเราจะไม่ได้เห็นแบบนี้ที่ไหนโลก นอกจากเมืองเล็กๆในเอธิโอเปีย ที่ชื่อว่า “ลาไลเบลา”
โบสถ์ศิลาแห่งลาไลเบลา เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นมาหลายศควรรษ เป็านสถานที่ผู้คนที่เชื่อในศาสนาคริสต์ ต่างก็นิยมเดินทางมาเยี่ยมชม เป็นสถานที่ศักสิทธิ์มาตั้งแต่ ศตวรรษที่13 ชาวเอธิโอเปีย สร้างโบสถ์เหล่านี้ด้วยการ สกัดหินผา หินทั้งก้อนครับก้อนใหญ่ๆ ขนาดที่จะสร้างโบสถที่มีความสูง3ชั้นได้สบายๆ มีระบบการระบายน้ำที่ชาญฉลาดและน่าทึ่ง หินที่ว่านี้เป็นหินประเภทที่เกิดจากภูเขาไฟ
Beta Ghiorghis (โบสถ์จอห์น)
ใน ลาไลเบลา นั้นพบโบสถ์ลักษณะนี้ทั้งหมด 11แห่ง แต่งล่ะแห่ง มีความแตกต่างกัน และการตบแต่งที่งดงามวิจิตรด้วยการแกะสลัก เป็นยิ่งกว่างานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราว แห่งความเชื่อในศาสนาคริสต์ได้สวยงามและน่าทึ่ง ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมแบบหอคอยทรงสูง และมีคูน้ำล้อมรอบ
รูปสถาปัตยกรรมที่พบ แบ่งออกได้เป็น 3ลักษณะ
1 เป็นวิหารถ้ำ คล้ายถ้ำตามธรรมชาติ ตบแต่งเป็นโบสถ์
2 เป็นโบสถ์ถ้ำสกัดหิน เจาะเข้าไปในแนวหน้าผา แบ่งออกเป้นหลายๆห้อง เชื่อต่อกันอย่างสลับสับซ้อน
3 เป็นรูปแบบ การสกัดหิดก้อนเดียว ขุดลึกลงไปในพื้น แล้วขุดคูล้อมรอบ พบการสร้างโบสถ์แบบนี้ เฉพาะในเมือง ลาไลเบลา ประเทศเเธิโอเปีย เท่านั้น ไม่พบว่ามีในภูมิภาคอื่นของโลก อันนี้แหละที่น่าทึ่ง
ในจำนวนโบสถ์ศิลาแห่งลาไลเบลา ทั้ง11แห่งนั้น มีจำนวน 4หลัง ที่น่าสนใจ คือตั้งเป็นอิสระด้วยการสกัดหินทั้งก้อน โดยไม่มีสิ่งใดค้ำจุน รอบด้านโปร่ง มีเพียงส่วนฐานเท่านั้นที่ตั้งอยู่บนหินผา และยังได้รับการแกะสลักตบแต่งอย่างปราณีต มีการระบายน้ำที่ดีอีกด้วย
โบสถ์ทั้ง4 ประกอบไปด้วย
Beta Medhand Alem (แปลว่า โบสถ์ของพระเยซูคริสต์)
Beta Mariam (แปลว่า โบสถ์พระแม่มารี)
Beta Amanuel ( โบสถ์อิมมานูเอล)
Beta Ghiorghis (โบสถ์จอห์น)
อีก7หลังที่เหลือ สร้้างในแบบกึ่งอิสระ มีเพียงมุมด้านหน้าเท่านั้นที่แกะสลักแยกจาผาหิน ส่วนชื่อโบสถ์แต่ล่ะหลังมาจากภาษาฮิบรู คำว่า beta ใกล้กับคำว่า Beth ซึ่งหมายถึงโบสถ์
ความเป็นมาของ ลาไลเบลา
นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อตรงกันว่า กษัตริย์พระนามว่า “ลาไลเบลา” มีดำริให้สร้างโบสถ์คริสต์ขึ้น มีตำนานกล่าวว่ากษัตริย์ ถูกอนุชาวางยาพิษสลบไป3วัน ระหว่างนั้นถูกพาไปยังสวรรค์และเห็นเมืองที่แกะสลักจากหินผา และบางตำนานกล่าวว่า กษัตริย์ถูกพาไปยังเยลูซาเลม พระองค์สัญญาว่าเมื่อกลับไปแล้วจะสร้างเยลูซาเลมใหม่ ตำนานอันหลังนี้ นักโบราณคดีเชื่อถือมากกว่าตำนานแรก
โบสถ์แต่ล่ะหลัง สร้างเสร็จใน24 ปี โดยที่เรามักจะเห็นว่าบ้านชาวเอธิโอเบียส่วนใหญ่ทำด้วยดิน แต่ไม่น่าเชื่อว่า จะสามารถสกัดหิน เป็นโบสถ์ได้น่าทึงขนาดนี้ น่าทึ่งในความสมารถ
ปัจจุบันทางยูเนสโก ขึ้นทะเบียนเป็นเป็นมรกดโลกแล้วตั้งแต่ ในปี ค.ศ.1978
ใครมีโอกาสไปเที่ยวก็ถ่ายรูปกลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ เห็นแล้วอยากไป


ดูบรรยากาศด้านในโบสถ์ จะเห็นการตบแต่งที่สวยงาม

ภายในโบสถ์ แสงส่องลงมาได้อย่างทั่วถึง