เมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ The Grace Card แล้วต้องบอกว่าเป็นภาพของสังคมคริสเตียน ที่นำเสนอเนื้อหาในมุมมองได้น่าสนใจ ผ่านชีวิตตำรวจนายหนึ่งที่หวังว่าจะเปลี่ยนสังคมนี้ได้ด้วยความยุติธรรม แต่จิตใจเขายังฝั่งไปด้วยความแค้นจากการตายของลูกชายวัย 5ขวบ ยาวนานนับสิบปี มันยิ่งส่งผลให้ชีวิตครอบครัวและ ส่วนตัวล้มเหลว ทำให้เราต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า มีอะไรบ้างในชีวิตเราที่ยังไม่ได้ให้อภัย ยังไม่เคลียร์
ภาพยนตร์ The Grace Card ได้ออกฉายในอเมริกาเป็นครั้งแรกเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2011 และออกเป็น VCD แล้วในเมืองไทยแล้วนะครับ สำหรับใครที่สนใจอยากดูก้ไปซื้อหามาชมกันได้เลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้สื่อสารเรื่องราวของ การให้อภัย พระคุณพระเจ้า โศกนาฏกรรม ความแค้น อคติ และชัยชนะ ผ่านตัวละครที่เป็นตำรวจเมืองเมมฟิส ที่ชื่อว่า “แมค” และ “แซม” (ตำรวจผิวดำ นักเทศน์)
แมคสูญเสียลูกชายวัย5 ขวบ ในอดีตเพราะพวกค้ายาผิวดำที่ขับรถชนลูกชายเสียชีวิต ทำให้เขาเข้ามาเป็นตำรวจเพื่อหวังว่า ความยุติธรรมจะสามารถช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ และเขาจะทำมันด้วยตัวเอง เขาจึงหันมาเป็นตำรวจ แต่เรื่องราวไม่เป็นอย่างที่เขาคิด อาชีพการงานเขาก็ไม่ก้าวหน้า ครอบครัวก็มีปัญหา และทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะจิตใจของเขาเอง
ภาพยนตร์เรื่องนี้ มีการนำเสนอแบบเปรียบเทียบอีกด้วย ด้วยการแสดงความสมัมพันธ์ ระหว่างสองครอบครัว หนึ่งคือครอบครัวของ แมค ที่แตกร้าวเพราะการไม่ให้อภัยในอดีต อีกครอบครัวหนึ่งคือ ครอบครัว แซม เป็นเพื่อนตำรวจผิวดำ ที่เป็นนนักเทศน์ด้วย มีครอบครัวที่ดี และรักพระเจ้า แต่ทั้งสองครอบครัวมีปมที่ต่างกัน แต่พวกเขาก็ถูกนำพามาให้ช่วยเหลือกันและขัดแย้งกัน
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เมื่อต้องรักคนที่เรารักไม่ลง ...เราจะทำตัวยังไง ...เราจะรักเขาได้อย่างที่พระเจ้าสอนเรามั๊ย
ภาพยนตร์กำลังทำให้เราได้เห็นภาพของ ความต้องการความยุติธรรม คิดว่าความยุติธรรมจะเป็นคำตอบให้กับครอบครับ กับตัวเรา หรือแม้แต่ช่วยให้สังคมสงบสุข ในสังคมทุกวันนี้เราจึงมีกฏระเบียบมากมาย ที่ใช้เป็นระเบียบ ไปจนถึงเป็นกฏหมาย แต่นั้นคือสิ่งที่เราทุกคนต้องการจริงหรือไม่
ในไบเบิ้ลของปู่ทวดของแซมมีการ์ใบหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขา ตอนนั้นปู่ทวดอายุ8 ขวบ ได้เขียนไว้ในการ์ดใบหนึ่งเพื่อตอบแทนคนที่ให้ ว่า “ผมสัญญาว่าจะอธิษฐานเพื่อคุณทุกวัน ขอให้คุณอภัยและให้อภัยคุณ เป็นเพื่อนคุณตลอดไป” มันเป็นความรู้สึกจาก ทาส คนหนึ่งต่อเจ้านายผู้ปล่อยเขาเป็นอิสระ ...แล้วเสียงเพลง Amazing Grace ก็เริ่มบรรเลงขึ้นในภาพยนตร์ ซึ้งเลยอ่ะ
เราคงรู้ดีเรื่องประเด็นแรงงานทาสในสมัยก่อนที่ทำให้เกิดบทเพลงอมตะอย่าง Amazing Grace ว่าความเป็นทาสยังส่งผลให้เกิดความเหลือมล้ำในสังคม แบ่งชั้นวรรณะมาจนทุกวันนี้ แม้แต่สังคมอเมริกา ในประเด็นเหยียดผิวก้เช่นกัน ไม่ต่างจากเมืองไทย ที่ความรู้สึกด้อย ความไม่เป็นธรรมในสังคมยังมีอยู่ แต่พระเจ้ามองเราเป็นมนุษย์เช่นกันทุกคน รักเราทุกคนเหมือนกัน ไม่ได้แบ่งแยก ว่าคนภาคไหน พูดภาษาอะไร เรียนสูงแค่ไหน หรือผิวสีอะไร ...เราทุกคนต่างมีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า
ประเด้นของการ์ดซึ่งเป็นธีมของเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นว่า สิ่งเล็กน้อยที่เราทำในวันนี้ มันอาจจะส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ อย่าดูหมิ่นสิ่งที่เล้กน้อย ...ใครบ้างคนอาจเกิดมาเพื่อทำบางอย่างในสิ่งนั้น และนั้นแหละที่จะมีผลเปลี่ยนแปลงโลกได้มากทีเดียว
ฉากการนมัสการ การเทศนาในหนัง หรือแม้แต่การอธิฐาน ก็น่าสนใจสำหรับผู้ชื่นชอบ ศึกษาในวัฒนธรรมแบบคริสเตียน
ตอนจบของภาพยนตร์ ขมวดปมเรื่อง การให้อภัยได้ดี ...ว่าคนเราต้องการความยุติธรรม หรือต้องการการให้อภัยกันแน่ สังคมจึงจะดีขึ้น สำหรับผมแล้วเราคงต้องเลือกที่จะให้อภัยแต่ก็ต้องรักษาความยุติธรรมไว้ด้วย แต่อย่าได้คาดหวังกับความยุติธรรมแบบใจเรา พระเจ้าทรงเป้นความยุติธรรมให้กับเรา แต่ให้เราคาดหวังที่จะให้อภัยผู้อื่นเหมือนกับที่พระเจ้าทรงให้อภัยเราเช่นกัน
ภาพยนตร์สร้างโดย Dr. David Evans ที่เป็นผู้เขียนบท ผู้กำกับ และ ผู้สร้าง เริ่มเขียนบทภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 2009 และออกฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2011