ที่มาและประวัติศาสตร์ วันคริสต์มาส
อังคาร, 12/22/2009 - 02:32 — boyniwat
นำเอาเรื่องราวประวัติวันคริสต์มาสมาฝากกันครับ ตั้งแต่ศัพท์ที่ใช้เรียก อย่าง “คริสมาสต์” มาจากไหน ความเป็นมา ทำไมถึงต้องฉลองวันที่25 ธันวาคมด้วย และช่วงแห่งการวิวัฒนาการของวันคริสต์มาส ตั้งแต่ศตวรรษแรกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ จะได้ไม่ยึดติดกับรูปแบบการฉลองหรือประเพณีมากเกินกว่า ความเข้าใจในความรักขององค์พระเยซูผู้ลงมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่เราทุกคนออกจากความบาป
ในภาษาไทย “คริสต์มาส” ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่า มาส แปลว่า เดือน เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพิเศษ อีกความหมายหนึ่งของคำว่า มาส คือ ดวงจันทร์ ฉะนั้นจึงตีความหมายเป็นภาษาไทยได้อีกอย่างหนึ่งคือ พระเยซูเจ้าทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืน คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อยๆ ในเทศกาลนี้คือ Merry X’mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณแปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เราได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส ความเป็นมาของเทศกาลคริสต์มาส ชาวไทยฉลอง “เฉลิมพระชนม์พรรษา” วันที่5 ธันวาคม เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกปี ในสมัยโบราณก็มีประเพณีเช่นเดียวกัน ชาวโรมันมีการระลึกถึง การสมภพของพระเจ้าจักรพรรดิ คนท้องถิ่นอื่นก็ระลึกถึง และเฉลิมฉลองวันเกิดของกษัตริย์ หรือผู้ปกครองบ้านเมืองของตนด้วยความยินดี แม้แต่ชาวยิวในสมัยของพระเยซูเองก็ฉลองการเกิดของกษัตริย์เฮรอดเช่นกัน (มธ14:6) เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวคริสต์สมัยโบราณถือเอาประเพณี ของคนในท้องถิ่นนั้นมาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งสากลโลกผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากกรุงโรม ในศตวรรษที่4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป ทำไมจึงฉลองคริสต์มาสในวันที่25 ธันวาคม
นักประวัติศาสตร์หาสาเหตุต่างๆ ว่าทำไมคริสตชนจึงเลือกเอาวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองคริสต์มาสตั้งแต่ศตวรรษที่4 เป็นต้นมา และก็ให้คำอธิบายต่างๆกัน แต่คำอธิบายหนึ่งที่สมเหตุสมผล หรือมีน้ำหนักมากที่สุดคือในปี ค.ศ.274 จักรพรรดิ AURELIAN ได้กำหนดให้วันที่25 ธันวาคม เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง กล่าวตามความรู้ทางวิชาดาราศาสตร์สมัยนั้น เห็นว่า วันนั้นเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลที่สุดจากเส้นศูนย์สูตรของโลก และเริ่มหมุนไปทางด้านเหนือของท้องฟ้า วันใหม่เริ่มยาวขึ้น ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่างาม และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของ พระเจ้าจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะพระเจ้าจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รู้สึกอึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของดวงอาทิตย์ตามประเพณีของชาวโรมัน จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูแทน ในวันที่25 ธันวาคม ค.ศ.330 เริ่มมีการฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการ และเปิดเผย เนื่องจากก่อนนั้น มีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างรุนแรง (ตั้งแต่ปี ค.ศ.64-313) ทำให้คริสตชนไม่มีโอกาสฉลองอะไรอย่างเปิดเผย อีกนัยหนึ่ง ชาวคริสต์ได้เห็นว่า ในพระคัมภีร์ (มาลาคี 4:2) เรียกพระเจ้าว่า เป็นดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม จึงเห็นว่ามีหลักฐานใน พระคัมภีร์สนับสนุนให้ถือวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันเกิดของพระเยซู วิวัฒนาการแห่งการฉลองคริสต์มาส
เราสามารถแบ่งวิวัฒนาการของฉลองวันคริสต์มาสเป็น4 ช่วงคือ ค.ศ.330-1100 ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ทีละเล็กทีล่ะน้อยก็มีการฉลองวันคริสต์มาส และก็มีการเริ่มเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระเยซูเจ้าเป็นเวลา 4 สัปดาห์ก่อนคริสต์มาส เป็นเวลาเตรียมตัวโดยการใช้โทษบาป อดอาหารและภาวนาเป็นพิเศษ ค.ศ.1100-ศตวรรษที่16 ช่วงนี้มีการพัฒนาประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการฉลองคริสต์มาส เช่นการแต่งเพลงคริสต์มาส การทำถ้ำพระกุมาร ทำต้นคริสต์มาส ศตวรรษที่16-19 ระยะนี้มีการแตกแยกในคริสตศาสนา เกิดมีนิกายบางนิกายขึ้นมา ซึ่งมีบางนิกายไม่สนับสนุนให้มีการฉลองวันคริสต์มาส ด้วยเหตุผลที่ว่าคริสต์มาสเป็นวันที่มนุษย์ เลือกเอาเองโดยได้รับอิทธิพลจากชาวโรมัน ที่ฉลองดวงอาทิตย์คล้ายเป็นพระเจ้าของเขา และชาวบ้านก็ให้ความสำคัญแก่วันนี้มากกว่าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่พระเจ้ากำหนดให้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม ชาวคาทอลิก พร้อมกับคริสตศาสนาหลายๆนิกาย เช่น Lutheran เป็นต้น ยังคงรักษาการฉลองนี้ไว้ด้วยความอบอุ่น และศรัทธา จนถึงปัจจุบัน ศตวรรษที่19-ปัจจุบัน เริ่มมีประเพณีอื่นทางโลกแทรกเข้ามา ซึ่งมีอิทธิพลต่อการฉลองนี้มาก เช่นเรื่องซานตาครอส การให้ของขวัญ การส่งบัตรอวยพรคริสต์มาส ซึ่งร้านต่างๆยินดีสนับสนุน เพราะเป็นโอกาสดีที่จะขายสินค้า ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไปในตัว ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านทั่วไปก็อาจจะลืมความสำคัญ หรือความหมายที่แท้จริงของวันคริสต์มาส โดยหันมาเพิ่มความสนใจในสิ่งภายนอกมากกว่า การที่เราได้เรียนรู้จักประวัติศาสตร์วันคริสต์มาส จากข้อมูลนี้ อย่างน้อยเราก็ได้เห็นรูปแบบการเฉลิมฉลองที่มีมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ผ่านการทุ่มเถียง ผ่านการพัฒนาการทั้งรูปแบบวิธีการ ประเพณีมากมาย กลายมาเป็นรูปแบบยอดนิยมที่เราเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบัน และอาจเป็นไปได้ว่า ในอนาคตรูปแบบก็คงจะมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามความสนใจของมนุษย์อย่างเราๆที่มีอายุไม่มากนัก กรเรียนรู้นี้ก็อาจเป็นนส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้ตระหนักถึง รูปแบบ และประเพณี ที่ไม่ได้ยั้งยืนเท่า ความจริงที่ว่า พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อไถ่บาปของมนุษย์จริงๆ ด้วยความรักของพระองค์ และยังทรงพระชนม์อยู่ เพื่อสำแดงความรักของพระองค์เองผ่านชีวิตเราทุกคน วันคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ และจะเป็นวันที่เราฉลองด้วยกันอย่างมีความหมาย ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ก็ตาม ...ขอบคุณพระเจ้า |
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น