คุณอยู่ที่นี่

ความรัก 4 แบบ เอโรส ,สเตอร์เก ,ฟีเลย ,อากาเป้

ภาษากรีก ที่บรรยายถึงคำว่ารักนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า มีด้วยกัน 4 คำ
นั้นคือ 1.เอโรส 2.สเตอร์เก 3.ฟีเลย 4.อากาเป้ ทั้งสี่คำมีีความหมายที่แปลว่ารักเช่นเดียวกัน แต่บริบทของการสื่อความหมายนั้นแตกต่างกัน

1.เอโรส
เป็นความรักที่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง อยากเป็นเจ้าของครอบครอง และเรียกร้องให้คนที่เขารัก ตอบสนองต่อเขาทั้งทางจิตใจ และร่างกาย

คนกรีก จะกำหนดคำนี้ให้ใช้กับ ความรักที่มีขีดจำกัดเฉพาะ ความใคร่เท่านั้น ซึ่งพวกเขาใช้คำๆนี้ในการบรรยาย ถึงความรักที่ผิดๆของหนุ่มสาว นั้นก็คือ การเรียกร้องให้อีกฝ่าย สนองต่อความต้องการ หรือความพอใจทางร่างกายของตัวเอง หรือการมองเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นเครื่องมือ ในการปลดปล่อยทางเพศ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก

เอโรส เป็นคำนาม (เอราน-คำกริยา) ใช้หมายถึงความรักระหว่างเพศ หรืออาจจะใช้หมายถึงความกระหายทะเยอทะยาน และเรื่องความรักชาติอย่างรุนแรงก็ได้

2.สเตอร์เก
เป็นความรักที่ไม่ต้องสร้าง แต่จะมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ ซึ่งจะผูกพันกันน้อยหรือมากนั้น ขึ้นอยู่กับการมีเวลาอยู่ด้วยกันมากน้อยขนาดไหน แต่ถึงจะมากจะน้อย ก็ยังมีความผูกพันลึกซึ้งกันอยู่

ความรักเช่นนี้เป็นความรักที่อบอุ่น ตัดไม่ขาด และไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรักแบบนี้ เป็นความรักระหว่าง พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง หรือญาติ ที่มีต่อกันและกัน

สเตอร์เก เป็นคำนาม (สเตอร์เกน-คำกริยา) มีความหมายรักผูกพันฉันญาติ แต่ใช้ได้กับประชาชนที่มีความรักต่อผู้ปกครองหรือความรักของชนชาติ แต่ทั่วๆไปก็ใช้ถึงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกๆ และลูกๆต่อพ่อแม่

3.ฟีเลย
ความรักประเภทนี้คนกรีกบอกว่า เป็นเหมือนเมล็ดพืชที่สองคนช่วยกันปลูก และช่วยกันดูแล รดน้ำป้องกันสิ่งที่มารบกวน จนกลายเป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตขึ้นมา และก็จะกล้าเปิดเผยตัวจริงของเขาเอง ให้อีกฝ่ายโดยไม่ปกปิด อย่างนี้เขาเรียกว่า รักแบบสามีภรรยา หรือเพื่อนสนิท

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าบางครั้งสามี ภรรยาก็อาจจะ มีีการทะเลาะหรือขัดแย้งกัน เมื่อสามีพูดกับภรรยา หรือ ภรรยาพูดกับสามี ก็แตกต่างกับพวกเขาพูดกับคนอื่น เพราะพวกเขาอาจจะพูดอย่างสุภาพกับคนอื่น แต่สำหรับคู่ หรือเพื่อนสนิทของเขาแล้ว เขาก็อาจจะไม่สุภาพ เหมือนกับที่เขาพูดกับคนอื่น นั้นเป็นเพราะว่า สำหรับคนที่เราสนิทแล้ว เราก็กล้าเปิดเผยตัวจริง ให้แก่กันและกัน

ฟิเลีย เป็นคำนาม (ฟิเลน-คำกริยา) มีความรักที่อบอุ่นอยู่ในคำนี้ หรือแปลว่ามองด้วยความรักใคร่ผูกพัน
"ฟิเลน" แปลได้ตรงคือรักใคร่อย่างทะนุถนอมรักอย่างดูแลเอาใจใส่
"ฟิเลีย" รักใคร่ฝ่ายเนื้อหนัง หรือบางครั้งแปลว่าจุมพิตก็ได้

4.อากาเป้
ความรักประเภทนี้คนกรีกเรียกว่า "รักบริสุทธิ์ รักที่ยิ่งใหญ่" ซึ่งความรักเช่นนี้เป็นความรักที่ตอบสนอง ต่อจจิตใจส่วนลึก ของมนุษย์ทุกคน เป็นความรักที่ไม่มีข้อแม้ และรัโดยไม่ต้องมีอะไร มากระตุ้น ให้ต้องรัก เป็นความรักท่พร้อมจะเข้าใจในความผิดพลาด และพร้อมที่จะให้อภัย

ความรักอากาเป้ หรืออากาปัน คือความรักของคริสเตียนที่ต้องปฏิบัติในชีวิตทั้งความคิดและการกระทำ เป็นความรักไม่จำกัดขอบเขตเฉพาะญาติมิตรหรือคนที่ใกล้ชิดเท่านั้น แต่ความรักนี้ ต้องแผ่ขยายออกไปจากกลุ่มของตนเอง ออกไปสู่เพื่อนบ้าน ไปสู่คนทั้งโลก และแม้กระทั่งศัตรู ความรักอากาเป้ เกี่ยวข้องกับความคิด ความตั้งใจ ไม่ใช่อารมณ์

(เราต้องยอบรับว่า เราทุกคนล้วนแต่เคยทำในสิ่งที่จิตใจเรา รู้ดีว่าไม่สมควรทำกันทั้งสิ้น ซึ่งเราไม่กล้าเปิดเผย ถึงความผิดบาปเล่านี้ต่อคนอื่น แม้แต่กับคนที่เรารักที่สุด เช่นน คุณพ่อ คุณแม่ เพราะเรากลัวว่าท่านจะเสียใจ หรือยอมรับเราไม่ได้ ดังนั้นเราจึงเก็บซ่อน ความผิดเหล่านี้ไว้ในใจ และปราถนาอยากให้มีใครสักคนเข้าใจ และให้อภัย)

นักปรํชญาชาวกรีกบอกว่า ถ้ามนุษย์ เราไม่พบกับความรักอากาเป็ ก็จะไม่ได้พบกับสันติสุขที่แท้จริง

อากาเป้ เป็นคำนาม (อากาปัน-คำกริยา) คำนี้ใช้มากในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ของคริสเตียน

-------------
สำหรับชีวิตคริสเตียน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้ผู้เชื่อมีความรักแบบ อากาเป้ไว้ในชีวิตท่าน ทรงสั่งให้รัก อดทน ต่อความผิดของคนอื่น ให้รักศัตรู

-เพราะความรักอากาเป้นี้แหละที่ทำให้องค์กรคริสตชน เข้าไปช่วยเหลือด้านสังคมกับคนทุกประเภท ไม่ว่าเขาจะเกลียดชัง หรือต่อต้าน

-เพราะความรักอากาเป้นี้แหละ ในช่วงสงครามโโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1943) จึงเริ่มต้น NGOs โดยเริ่มจากคริสตชน “คาทอลิก” ( Catholic Relife Service) ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากสงคราม ต่อมา องค์กร Church World Service ของโปรเตสแตนต์ ถือ กำเนิดในปี ค.ศ.1946 ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน
logocrs.jpg

-เพราะความรักอากาเป้นี้เอง และต่อมาจึงเกิิดกลุ่ม NGOs ขึ้นอีกมากมาย เพราะคำว่ารัก "อากาเป้" ที่คริสตชนได้รวมตัวร่วมมือ สำแดงความรักของพระเจ้า

"จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง"
“ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา”

ดูอ้างอิงได้จากพระคัมภีร์: (1 ยน. 4:8; ฮชย. 11:1-4; 7-9; ฉธบ. 7:7-8; 6:5; ลนต. 19:18; รม. 5:5, 8; ยน. 3:16; 35; 1 คร. 13; กท. 5:22; ยน. 13:34-35; 14:15, 21-24; 15:9-14; 1 ยน. 4:7-5:3)